วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559
วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559
วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559
ทำไม ? มนุษย์ จึงเรียกว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ กว่าสัตว์ใด ๆ ในโลกใบนี้
วิกฤตมนุษย์
วิกฤตโลก(ตอนที่ 4)
มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐและฉลาดกว่าสัตว์ใด
ๆ ในโลกนี้
3
ตอนแล้วนะที่เราได้ทบทวนความเป็นมนุษย์ของเรา อย่าเพิ่งเบื่อนะ ทนอ่าน สั้น ๆ
วันละหน่อยก็ยังดี หากวันนี้จะพูดต่อว่า สัตว์ประเสริฐ นั้น ทำไม?? จึงเรียกว่า
สัตว์ประเสริฐ
เรามาดู กันว่า มนุษย์ มาจากคำว่า
มนะ+อุษยะ มนะหรือมโน แปลว่าใจ อุษยะ หรืออุษา แปลว่าพระอาทิตย์
ที่กำลังขึ้นโผล่จากขอบฟ้ายามเช้าตรู่ ดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบฟ้ายามเช้าตรู่
ดวงอาทิตย์นั้นก็จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ สว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงเรียกมนุษย์ว่า
เป็นผู้มีจิตใจสูง คือสูงขึ้น ๆ สว่างไสว ขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนดวงอาทิตย์
ที่ลอยสูงขึ้น ก็ยิ่งร้อนและสว่างมากขึ้นนั่นเอง
ความร้อนของดวงอาทิตย์ย่อมให้ความอบอุ่นกับโลกใบนี้
ขับความมืดบนโลกใบนี้ให้มลายหายสูญไป
แล้ววันนี้เรา ได้กระทำตัว ทำใจ และคำพูดของเรา
ให้สูงขึ้น เรื่อย ๆ สว่างไสว ขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ความอบอุ่นกับเพื่อนมนุษย์
กับบุคคลในครอบครัว ให้ความสว่างไสว มีดวงปัญญาที่จะทำแต่ความดี ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วหรือยัง??
หรือมัวแต่หลงทิศทางการเกิดมาที่จะทำจิตใจเราให้สูงขึ้น ด้วยการปล่อยให้กิเลส 3
ตระกูลมาห่อหุ้ม ซึมแทรก เคลือบ เอิบอาบ
ปนเป็นอยู่ในใจของเราตลอดเวลาจนกลายเป็นวิกฤตมนุษย์ไปเสียแล้วอย่างไม่รู้ตัว
ถอยหลังกลับมาตั้งหลักก็ยังไม่สายเกินไป
ที่จะแก้ไขตนเองให้สมกับที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ที่เรียกว่า สัตว์ประเสริฐกันเถอะ
ไม่มีใครที่จะใจร้ายพอที่ไม่ให้อภัย ถ้าเราได้คิด เราก็จะคิดได้ อย่างน้อย ๆ
ก็ทำครอบครัวของเราให้อบอุ่นน่าอยู่ ร่มเย็น เป็นสุข
เพื่อบั้นปลายของชีวิตที่จะช่วยกันสร้างโลกนี้ให้สวยงามด้วยตัวของเราเอง
พิณสายกลาง
มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ กว่าสัตว์ทุกชนิดในโลก
วิกฤตมนุษย์ วิกฤตโลก (ตอนที่ 3)
มนุษย์ เป็นสัตว์ประเสริฐ กว่าสัตว์ทุกชนิดในโลก
จาก 2
ตอนวิกฤตมนุษย์ วิกฤตโลก ที่ผ่านมา ทำให้เรารู้ว่า แท้จริงมนุษย์ทุกคน
เหมือนโรงงานย่อย ๆ ที่มีอวัยวะภายในต่าง ๆ ที่เหมือน ๆ กัน เหมือนหุ่นยนต์ เลยนะ
ไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเกิดที่ใดในโลก มนุษย์ก็มีหน้าตาที่เหมือนกัน มีตา 2 ตา
มีจมูก มีปาก1 ปาก มีใบหู 2 ข้าง มีศีรษะ ตั้งตรงบนลำคอ มี 2 แขน 2 มือ 2 ขา 2
เข่า ต้องกินอาหารเหมือน ๆ กัน คล้าย ๆ กัน ไม่ว่าจะอยู่ในมุมใดของโลกใบนี้
วันนี้มาทบทวนตัวเองกันบ้างว่า
เราเป็นมนุษย์ชื่อว่า เป็นสัตว์ประเสริฐ กว่าสัตว์ชนิดใด ๆ บนโลกใบนี้
แล้วเราเกิดมาทำไม? ทำไม ?ต้องเกิด เกิดมาแล้วมีหน้าที่อะไร ? ตายแล้วจะไปไหน ?
นั่นสิ !!!!
จะมีมนุษย์ในโลกนี้สักกี่คนที่เคยถามตนเองแบบนี้บ้าง
เพราะมนุษย์ก็เหมือน ๆ กัน น้ำที่ดื่มก็มาจากฟ้าเดียวกัน ดวงอาทิตย์ที่ให้ความสว่าง
และความร้อนความอบอุ่น ก็ดวงเดียวกัน สายลม แสงแดด จากที่เดียวกัน
ดวงจันทร์ก็ดวงเดียวกัน แม้จะมองเห็นไม่พร้อมกันก็ตาม
อะไรทำให้มนุษย์แตกต่างกันล่ะ
คุณเคยถามบ้างไหม? ว่า พี่น้องที่คลอดมาจากท้องแม่ด้วยกัน ยังไม่เหมือนกันเลย
หรือแม้กระทั่งคู่ฝาแฝด ที่ว่าคล้ายกันมากที่สุด ก็ยังไม่เหมือนกันเลย
โดยเฉพาะความคิดเห็น คำพูดและการกระทำบางอย่างที่แตกต่างกัน
สิ่งเหล่านี้
จะมีคำตอบจากที่ใด ในฐานะชาวพุทธ พระพุทธองค์ทรงให้คำตอบที่ชัดเจนไว้แล้ว แต่
วันนี้ เราต่างหากที่ไม่เปิดใจที่จะเรียนรู้คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธองค์
ให้เวลาสักนิดสิ จะได้คำตอบ ที่คุณไม่เคยพบเห็นในความเชื่อศาสนาอื่น ๆ เลย
มนุษย์คือสัตว์ประเสริฐ
ที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะฆ่าล้างผลาญกัน
เพราะเราคือเผ่าพันธุ์ของสัตว์ประเสริฐด้วยกัน หาคำตอบจากพระพุทธศาสนา
แล้วมนุษย์จะได้พ้นวิกฤตของชีวิต อย่างถาวร ได้
โลกนี้จะได้ไม่วิกฤตตามกระแสใจของมนุษย์เช่นเราตลอดไป
พิณสายกลาง
อะไรทำให้มนุษย์เป็นผู้สร้างวิกฤตมนุษย์
วิกฤตมนุษย์ วิกฤตโลก(ตอนที่ 2)
จากความเดิมตอนที่แล้ว
เราได้รู้กันแล้วว่า มนุษย์คือผู้กำหนดชะตากรรมของโลก หากมนุษย์วิกฤต
โลกนี้ก็วิกฤต ตามไปด้วย มนุษย์คือ โรงงานขนาดย่อย ๆ ที่เคลื่อนที่ได้ มีอาหารต่าง
ๆ คือวัตถุดิบ ในการทำให้โรงงานมนุษย์นี้ อยู่ได้ไม่วายชีวันไปเสียก่อน
การขับเคลื่อนของมนุษย์ก็อาศัยธาตุลม
ที่เราหายใจเข้าออกตลอดเวลาไม่มีวันพักเลยแม้ยามหลับนี่เอง
วันนี้
เรามาดูว่า มนุษย์สร้างโลกให้วิกฤตได้ด้วยตัวมนุษย์เองอีกมากมาย
พูดตามหลักพระพุทธศาสนาก็คือ มีกิเลสที่มาควบคุมใจของมนุษย์ให้อยู่สงบไม่ได้
กิเลสตัวแรกคงจะไม่พ้น ตระกูลโทสะ ตัวที่สองคือตระกูลโลภะ ตัวที่สามคือตระกูลโมหะ
เราจะพบว่ากิเลสหรือตัวที่กำกับใจของเรานั้นมี 3 ตระกูลใหญ่ คอยควบคุม แทรกซึม
บงการ บังคับให้ใจของมนุษย์นั้นอยู่ไม่สุข หรืออยู่ไม่นิ่งได้เลย
ความเด่นของกิเลสแต่ละตระกูล ที่ไม่เหมือนกัน คือ ตระกูลโทสะ หรือความโกรธ
นั้นเปรียบเหมือนไฟ ที่เผาใจให้เร่าร้อน ตระกูลโลภะ คือความโลภอยากได้ของ
ของผู้อื่น ที่ไม่ใช่ของตนเปรียบเหมือนน้ำที่ไหลลามท่วมไปทั่วไม่เลือกที่
ตระกูลโมหะ คือ ความหลง ที่ควบคุมจิตใจใครแล้ว จะมึนงง ง่วงเหงาหาวนอน เห็นอะไรไม่ชัดเจน
ทึม ๆ อยู่อย่างนั้น เปรียบเหมือนลม ที่พัดผ่านฝุ่นผงหมอกควันตลอดเวลา
เมื่อมนุษย์ในโลกนี้
ในประเทศนี้ ในจังหวัดนี้ หรือในอำเภอนี้ โดนเจ้ากิเลสตระกูลใด เข้าครอบงำใจมาก
บ้านเมืองนั้นก็จะมีอาการออกมาตามลักษณะการทำงานของกิเลสตระกูลนั้น ๆ เช่นบางประเทศที่รบรา
ฆ่าฟันกันด้วยความโกรธ อาฆาต พยาบาท ประเทศนั้น ๆ
ก็จะดูร้อนดังไฟเผาไหม้ประเทศกันเลยทีเดียว
อย่าพึ่งมองว่า
อย่ามาเทศน์ให้ฟังเลย รู้หมดแล้ว นั่นสิ รู้แล้วแต่ยังแก้ไม่ได้ เพราะอะไรล่ะ
จึงเป็นเช่นนั้น
วันนี้พระพุทธศาสนามีวิธีการแก้ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
ที่พระองค์ทรงตรัสรู้ มา พระองค์ไปเห็นสิ่งเหล่านี้มาด้วยธรรมจักษุ
คือตาของพระพุทธเจ้า ตาอย่างเรา ๆ มองไม่เห็นหรอก พอปิดไฟก็มืดมองอะไรไม่เห็นแล้ว
พระพุทธองค์ทรงเห็นทั้งสาเหตุการเกิด และวิธีการแก้และทรงสั่งสอนให้กับสาวก ตลอดมา
45 ปี ไม่เคยหยุดแม้เพียงวันเดียว
ขึ้นอยู่กับว่า
วันนี้ คุณได้เปิดใจที่จะเรียนวิชาของพระพุทธเจ้าหรือเปล่าต่างหาก เรียนฟรี
ไม่บังคับ อยากเรียนมากน้อยเพียงใด คุณคือผู้ตัดสินใจเลือกด้วยตัวคุณเอง
ศาสตร์ทุกศาสตร์ในพระพุทธศาสนา
แม้กระทั่งวิชาการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขต้องอยู่อย่างไร วิชาที่ว่าการทำมาหากินให้เจริญรุ่งเรือง
วิชาที่ว่าด้วยทำอย่างไรให้อัจฉริยะ ก็ยังมี
ดังนั้น คุณ
คือมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องพบกับวิกฤตของชีวิตตลอดเวลา
โลกนี้จึงวิกฤตตามสภาพใจของมนุษย์นั่นแหละ
พร้อมหรือยังที่จะปฏิรูปใจของมนุษย์ให้มีความสุข โลกนี้จะได้สุขไปด้วยกัน
พิณสายกลาง
มนุษย์ผู้กำหนดชะตากรรมโลกใบนี้
วิกฤตมนุษย์
วิกฤตโลก (ตอนที่ 1)
จะมีใครสักกี่คนที่เชื่อว่า
มนุษย์คือผู้กำหนดชะตากรรมของโลกใบนี้
ถ้าโลกนี้ไม่มีพระพุทธศาสนา
คำสอนและความเชื่อนี้คงไม่เกิดขึ้น เพราะศาสนาที่เป็นเทวนิยมส่วนใหญ่
ก็จะมีความเชื่อว่าพระผู้สร้างโลก มากกว่าที่จะคิดว่า แท้จริงแล้ว
มนุษย์นี้แหละที่สร้างโลกให้เป็นไปตามสภาพจิตใจของมนุษย์
คงไม่มีใครเถียงว่า
มนุษย์ต้องหายใจ เพราะถ้าหยุดหายใจ นั่นก็คืออดีตมนุษย์ หรือผี นั่นเอง
วันนี้ร่างกายมนุษย์ก็เหมือนโรงงานขนาดย่อย ที่มีอวัยวะต่าง ๆ คอยย่อยและทำปฏิกิริยาเคมีตลอดเวลาด้วยธาตุ
ทั้ง 4 คือธาตุ น้ำ ดิน ไฟ และลม มนุษย์มีอาหาร เครื่องดื่ม
เป็นวัตถุดิบที่ถูกป้อนใส่เข้าโรงงานที่เรียกว่า ปาก
และมีกระบวนการของอวัยวะภายในรับทำงานเป็นช่วง ๆ ที่เหมือน ๆ กัน ทุกคน
คงไม่มีใครมีอวัยวะภายในเกินกว่ามนุษย์คนอื่น ๆ เช่นทุกคนมีหลอดลม ปอด ตับ ม้าม ไต
หัวใจ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ เป็นต้น และมีท่อระบายของเสียคือ ทวารหนักและทวารเบา
ขับเคลื่อนด้วยธาตุลมที่เราหายใจไม่เคยหยุดเลยแม้เวลานอนหลับ
แล้วอย่างนี้
ไม่เรียกว่า มนุษย์เป็นโรงงานย่อย ๆ อีกหรือ
มนุษย์วันนี้
วิกฤต เพราะ มนุษย์พกแต่ความโกรธ จ้องแต่จับผิดผู้อื่น
เพราะสายตามนุษย์ที่มองออกนอกตัวตลอดเวลา ไม่เคยมองเข้าไปในตัวเองเลย ดังนั้น
มนุษย์ทุกวันนี้จึงเห็นแต่ข้อผิดพลาดของคนอื่นสิ่งอื่นตลอดเวลาที่สายตามองเห็น
เมื่อมนุษย์หรือสัตว์ตัวใดมีอาการโกรธ
คุณว่าเขาจะมีอาการอย่างไร???
ตามหลักจิตวิทยา
เขาได้ทำการวิจัยออกมาแล้วมีผลสอดคล้องกับหลักพระพุทธศาสนาว่า
เมื่อมีอาการโกรธกับผู้ใด ระบบลมหายใจจะเริ่มแปรปรวนก่อน หายใจถี่ ๆ สั้น ๆ
หัวใจทำงานหนักสูบฉีดเลือดเร็วแรง หน้าแดง มือสั่น คำพูดสั่น สายตาแข็งกร้าว
กระทืบเท้า ขากสติสัมปชัญญะ บางรายอาจหยิบข้าวของขว้าง เหวี่ยง กรีดร้อง
หรือทำร้ายตัวเอง และโปรดสังเกต ลมหายใจจะร้อนผ่าวขึ้นเรื่อย ๆ แล้วคุณลองคิดดู
ถ้าโลกนี้มีบุคคลที่กำลังโกรธแบบนี้ทั้งโลก คุณว่าลมหายใจที่ผลิตออกมาจากปลายจมูกของมนุษย์จะมากเพียงพอที่จะทำให้โลกนี้ร้อนได้หรือไม่
คิดง่าย ๆ ถ้าในบ้านของคุณมีคนโกรธสักคน คุณว่าบ้านคุณจะยังร่มเย็นน่าอยู่
อยู่หรือไม่ ความร้อนของลมหายใจ แม้คำพูดที่ร้อนแรง ออกมาสู่สภาพแวดล้อม
ทำให้สภาพแวดล้อมขณะนั้น ในบ้านคุณจะเป็นอย่างไร คุณยังอยากจะยิ้มอย่างมีความสุขอยู่หรือไม่
นี่แหละ คือเรื่องเพียงเรื่องเดียวที่กำหนดชะตากรรมของโลกได้ด้วยตัวคุณเอง
มนุษย์คือผู้สร้างโลก
กำหนดชะตากรรมของโลกให้เป็นไปตามสภาพใจของมนุษย์เอง ถ้ามนุษย์วิกฤต
ย่อมทำโลกให้วิกฤตได้ อย่างไม่ต้องสงสัย
พิณสายกลาง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




