วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559

โลกที่ว่างเปล่า มนุษย์มาแต่งเติมสีสันต่างหาก

วิกฤตมนุษย์ วิกฤตโลกตอนที่ 7 บ้านคือวิมานของเรา

โลกนี้ คือโรงละครโรงใหญ่

คำว่า "โลกนี้ คือโรงละครโรงใหญ่" เป็นคำกล่าวที่บรรพบุรุษผู้มีปัญญาเคยกล่าวสอนไว้ ว่า"ดูหนังดูละคร แล้วอย่าลืมย้อนกลับมาดูตัวเอง"

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559

ทำไม ? มนุษย์ จึงเรียกว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ กว่าสัตว์ใด ๆ ในโลกใบนี้

วิกฤตมนุษย์ วิกฤตโลก(ตอนที่ 4)
มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐและฉลาดกว่าสัตว์ใด ๆ ในโลกนี้
3 ตอนแล้วนะที่เราได้ทบทวนความเป็นมนุษย์ของเรา อย่าเพิ่งเบื่อนะ ทนอ่าน สั้น ๆ วันละหน่อยก็ยังดี หากวันนี้จะพูดต่อว่า สัตว์ประเสริฐ นั้น ทำไม?? จึงเรียกว่า สัตว์ประเสริฐ
เรามาดู กันว่า มนุษย์ มาจากคำว่า มนะ+อุษยะ มนะหรือมโน แปลว่าใจ อุษยะ หรืออุษา แปลว่าพระอาทิตย์ ที่กำลังขึ้นโผล่จากขอบฟ้ายามเช้าตรู่ ดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบฟ้ายามเช้าตรู่ ดวงอาทิตย์นั้นก็จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ สว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงเรียกมนุษย์ว่า เป็นผู้มีจิตใจสูง คือสูงขึ้น ๆ สว่างไสว ขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนดวงอาทิตย์ ที่ลอยสูงขึ้น ก็ยิ่งร้อนและสว่างมากขึ้นนั่นเอง ความร้อนของดวงอาทิตย์ย่อมให้ความอบอุ่นกับโลกใบนี้ ขับความมืดบนโลกใบนี้ให้มลายหายสูญไป
แล้ววันนี้เรา ได้กระทำตัว ทำใจ และคำพูดของเรา ให้สูงขึ้น เรื่อย ๆ สว่างไสว ขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ความอบอุ่นกับเพื่อนมนุษย์ กับบุคคลในครอบครัว ให้ความสว่างไสว มีดวงปัญญาที่จะทำแต่ความดี ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วหรือยัง?? หรือมัวแต่หลงทิศทางการเกิดมาที่จะทำจิตใจเราให้สูงขึ้น ด้วยการปล่อยให้กิเลส 3 ตระกูลมาห่อหุ้ม ซึมแทรก เคลือบ เอิบอาบ ปนเป็นอยู่ในใจของเราตลอดเวลาจนกลายเป็นวิกฤตมนุษย์ไปเสียแล้วอย่างไม่รู้ตัว ถอยหลังกลับมาตั้งหลักก็ยังไม่สายเกินไป ที่จะแก้ไขตนเองให้สมกับที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ที่เรียกว่า สัตว์ประเสริฐกันเถอะ ไม่มีใครที่จะใจร้ายพอที่ไม่ให้อภัย ถ้าเราได้คิด เราก็จะคิดได้ อย่างน้อย ๆ ก็ทำครอบครัวของเราให้อบอุ่นน่าอยู่ ร่มเย็น เป็นสุข เพื่อบั้นปลายของชีวิตที่จะช่วยกันสร้างโลกนี้ให้สวยงามด้วยตัวของเราเอง


พิณสายกลาง

มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ กว่าสัตว์ทุกชนิดในโลก

วิกฤตมนุษย์ วิกฤตโลก (ตอนที่ 3)
มนุษย์ เป็นสัตว์ประเสริฐ กว่าสัตว์ทุกชนิดในโลก
จาก 2 ตอนวิกฤตมนุษย์ วิกฤตโลก ที่ผ่านมา ทำให้เรารู้ว่า แท้จริงมนุษย์ทุกคน เหมือนโรงงานย่อย ๆ ที่มีอวัยวะภายในต่าง ๆ ที่เหมือน ๆ กัน เหมือนหุ่นยนต์ เลยนะ ไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเกิดที่ใดในโลก มนุษย์ก็มีหน้าตาที่เหมือนกัน มีตา 2 ตา มีจมูก มีปาก1 ปาก มีใบหู 2 ข้าง มีศีรษะ ตั้งตรงบนลำคอ มี 2 แขน 2 มือ 2 ขา 2 เข่า ต้องกินอาหารเหมือน ๆ กัน คล้าย ๆ กัน ไม่ว่าจะอยู่ในมุมใดของโลกใบนี้
วันนี้มาทบทวนตัวเองกันบ้างว่า เราเป็นมนุษย์ชื่อว่า เป็นสัตว์ประเสริฐ กว่าสัตว์ชนิดใด ๆ บนโลกใบนี้ แล้วเราเกิดมาทำไม? ทำไม ?ต้องเกิด เกิดมาแล้วมีหน้าที่อะไร ? ตายแล้วจะไปไหน ? นั่นสิ !!!!
จะมีมนุษย์ในโลกนี้สักกี่คนที่เคยถามตนเองแบบนี้บ้าง เพราะมนุษย์ก็เหมือน ๆ กัน น้ำที่ดื่มก็มาจากฟ้าเดียวกัน ดวงอาทิตย์ที่ให้ความสว่าง และความร้อนความอบอุ่น ก็ดวงเดียวกัน สายลม แสงแดด จากที่เดียวกัน ดวงจันทร์ก็ดวงเดียวกัน แม้จะมองเห็นไม่พร้อมกันก็ตาม
อะไรทำให้มนุษย์แตกต่างกันล่ะ คุณเคยถามบ้างไหม? ว่า พี่น้องที่คลอดมาจากท้องแม่ด้วยกัน ยังไม่เหมือนกันเลย หรือแม้กระทั่งคู่ฝาแฝด ที่ว่าคล้ายกันมากที่สุด ก็ยังไม่เหมือนกันเลย โดยเฉพาะความคิดเห็น คำพูดและการกระทำบางอย่างที่แตกต่างกัน
สิ่งเหล่านี้ จะมีคำตอบจากที่ใด ในฐานะชาวพุทธ พระพุทธองค์ทรงให้คำตอบที่ชัดเจนไว้แล้ว แต่ วันนี้ เราต่างหากที่ไม่เปิดใจที่จะเรียนรู้คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธองค์ ให้เวลาสักนิดสิ จะได้คำตอบ ที่คุณไม่เคยพบเห็นในความเชื่อศาสนาอื่น ๆ เลย
มนุษย์คือสัตว์ประเสริฐ ที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะฆ่าล้างผลาญกัน เพราะเราคือเผ่าพันธุ์ของสัตว์ประเสริฐด้วยกัน หาคำตอบจากพระพุทธศาสนา แล้วมนุษย์จะได้พ้นวิกฤตของชีวิต อย่างถาวร ได้ โลกนี้จะได้ไม่วิกฤตตามกระแสใจของมนุษย์เช่นเราตลอดไป


พิณสายกลาง

อะไรทำให้มนุษย์เป็นผู้สร้างวิกฤตมนุษย์

วิกฤตมนุษย์ วิกฤตโลก(ตอนที่ 2)
จากความเดิมตอนที่แล้ว เราได้รู้กันแล้วว่า มนุษย์คือผู้กำหนดชะตากรรมของโลก หากมนุษย์วิกฤต โลกนี้ก็วิกฤต ตามไปด้วย มนุษย์คือ โรงงานขนาดย่อย ๆ ที่เคลื่อนที่ได้ มีอาหารต่าง ๆ คือวัตถุดิบ ในการทำให้โรงงานมนุษย์นี้ อยู่ได้ไม่วายชีวันไปเสียก่อน การขับเคลื่อนของมนุษย์ก็อาศัยธาตุลม ที่เราหายใจเข้าออกตลอดเวลาไม่มีวันพักเลยแม้ยามหลับนี่เอง
วันนี้ เรามาดูว่า มนุษย์สร้างโลกให้วิกฤตได้ด้วยตัวมนุษย์เองอีกมากมาย พูดตามหลักพระพุทธศาสนาก็คือ มีกิเลสที่มาควบคุมใจของมนุษย์ให้อยู่สงบไม่ได้ กิเลสตัวแรกคงจะไม่พ้น ตระกูลโทสะ ตัวที่สองคือตระกูลโลภะ ตัวที่สามคือตระกูลโมหะ เราจะพบว่ากิเลสหรือตัวที่กำกับใจของเรานั้นมี 3 ตระกูลใหญ่ คอยควบคุม แทรกซึม บงการ บังคับให้ใจของมนุษย์นั้นอยู่ไม่สุข หรืออยู่ไม่นิ่งได้เลย ความเด่นของกิเลสแต่ละตระกูล ที่ไม่เหมือนกัน คือ ตระกูลโทสะ หรือความโกรธ นั้นเปรียบเหมือนไฟ ที่เผาใจให้เร่าร้อน ตระกูลโลภะ คือความโลภอยากได้ของ ของผู้อื่น ที่ไม่ใช่ของตนเปรียบเหมือนน้ำที่ไหลลามท่วมไปทั่วไม่เลือกที่ ตระกูลโมหะ คือ ความหลง ที่ควบคุมจิตใจใครแล้ว จะมึนงง ง่วงเหงาหาวนอน เห็นอะไรไม่ชัดเจน ทึม ๆ อยู่อย่างนั้น เปรียบเหมือนลม ที่พัดผ่านฝุ่นผงหมอกควันตลอดเวลา
เมื่อมนุษย์ในโลกนี้ ในประเทศนี้ ในจังหวัดนี้ หรือในอำเภอนี้ โดนเจ้ากิเลสตระกูลใด เข้าครอบงำใจมาก บ้านเมืองนั้นก็จะมีอาการออกมาตามลักษณะการทำงานของกิเลสตระกูลนั้น ๆ เช่นบางประเทศที่รบรา ฆ่าฟันกันด้วยความโกรธ อาฆาต พยาบาท ประเทศนั้น ๆ ก็จะดูร้อนดังไฟเผาไหม้ประเทศกันเลยทีเดียว
อย่าพึ่งมองว่า อย่ามาเทศน์ให้ฟังเลย รู้หมดแล้ว นั่นสิ รู้แล้วแต่ยังแก้ไม่ได้ เพราะอะไรล่ะ จึงเป็นเช่นนั้น
วันนี้พระพุทธศาสนามีวิธีการแก้ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงตรัสรู้ มา พระองค์ไปเห็นสิ่งเหล่านี้มาด้วยธรรมจักษุ คือตาของพระพุทธเจ้า ตาอย่างเรา ๆ มองไม่เห็นหรอก พอปิดไฟก็มืดมองอะไรไม่เห็นแล้ว พระพุทธองค์ทรงเห็นทั้งสาเหตุการเกิด และวิธีการแก้และทรงสั่งสอนให้กับสาวก ตลอดมา 45 ปี ไม่เคยหยุดแม้เพียงวันเดียว
ขึ้นอยู่กับว่า วันนี้ คุณได้เปิดใจที่จะเรียนวิชาของพระพุทธเจ้าหรือเปล่าต่างหาก เรียนฟรี ไม่บังคับ อยากเรียนมากน้อยเพียงใด คุณคือผู้ตัดสินใจเลือกด้วยตัวคุณเอง ศาสตร์ทุกศาสตร์ในพระพุทธศาสนา แม้กระทั่งวิชาการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขต้องอยู่อย่างไร วิชาที่ว่าการทำมาหากินให้เจริญรุ่งเรือง วิชาที่ว่าด้วยทำอย่างไรให้อัจฉริยะ ก็ยังมี
ดังนั้น คุณ คือมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องพบกับวิกฤตของชีวิตตลอดเวลา โลกนี้จึงวิกฤตตามสภาพใจของมนุษย์นั่นแหละ พร้อมหรือยังที่จะปฏิรูปใจของมนุษย์ให้มีความสุข โลกนี้จะได้สุขไปด้วยกัน

พิณสายกลาง



มนุษย์ผู้กำหนดชะตากรรมโลกใบนี้

วิกฤตมนุษย์ วิกฤตโลก (ตอนที่ 1)
จะมีใครสักกี่คนที่เชื่อว่า มนุษย์คือผู้กำหนดชะตากรรมของโลกใบนี้
ถ้าโลกนี้ไม่มีพระพุทธศาสนา คำสอนและความเชื่อนี้คงไม่เกิดขึ้น เพราะศาสนาที่เป็นเทวนิยมส่วนใหญ่ ก็จะมีความเชื่อว่าพระผู้สร้างโลก มากกว่าที่จะคิดว่า แท้จริงแล้ว มนุษย์นี้แหละที่สร้างโลกให้เป็นไปตามสภาพจิตใจของมนุษย์
คงไม่มีใครเถียงว่า มนุษย์ต้องหายใจ เพราะถ้าหยุดหายใจ นั่นก็คืออดีตมนุษย์ หรือผี นั่นเอง วันนี้ร่างกายมนุษย์ก็เหมือนโรงงานขนาดย่อย ที่มีอวัยวะต่าง ๆ คอยย่อยและทำปฏิกิริยาเคมีตลอดเวลาด้วยธาตุ ทั้ง 4 คือธาตุ น้ำ ดิน ไฟ และลม มนุษย์มีอาหาร เครื่องดื่ม เป็นวัตถุดิบที่ถูกป้อนใส่เข้าโรงงานที่เรียกว่า ปาก และมีกระบวนการของอวัยวะภายในรับทำงานเป็นช่วง ๆ ที่เหมือน ๆ กัน ทุกคน คงไม่มีใครมีอวัยวะภายในเกินกว่ามนุษย์คนอื่น ๆ เช่นทุกคนมีหลอดลม ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ เป็นต้น และมีท่อระบายของเสียคือ ทวารหนักและทวารเบา ขับเคลื่อนด้วยธาตุลมที่เราหายใจไม่เคยหยุดเลยแม้เวลานอนหลับ
แล้วอย่างนี้ ไม่เรียกว่า มนุษย์เป็นโรงงานย่อย ๆ อีกหรือ
มนุษย์วันนี้ วิกฤต เพราะ มนุษย์พกแต่ความโกรธ จ้องแต่จับผิดผู้อื่น เพราะสายตามนุษย์ที่มองออกนอกตัวตลอดเวลา ไม่เคยมองเข้าไปในตัวเองเลย ดังนั้น มนุษย์ทุกวันนี้จึงเห็นแต่ข้อผิดพลาดของคนอื่นสิ่งอื่นตลอดเวลาที่สายตามองเห็น
เมื่อมนุษย์หรือสัตว์ตัวใดมีอาการโกรธ คุณว่าเขาจะมีอาการอย่างไร???
ตามหลักจิตวิทยา เขาได้ทำการวิจัยออกมาแล้วมีผลสอดคล้องกับหลักพระพุทธศาสนาว่า เมื่อมีอาการโกรธกับผู้ใด ระบบลมหายใจจะเริ่มแปรปรวนก่อน หายใจถี่ ๆ สั้น ๆ หัวใจทำงานหนักสูบฉีดเลือดเร็วแรง หน้าแดง มือสั่น คำพูดสั่น สายตาแข็งกร้าว กระทืบเท้า ขากสติสัมปชัญญะ บางรายอาจหยิบข้าวของขว้าง เหวี่ยง กรีดร้อง หรือทำร้ายตัวเอง และโปรดสังเกต ลมหายใจจะร้อนผ่าวขึ้นเรื่อย ๆ แล้วคุณลองคิดดู ถ้าโลกนี้มีบุคคลที่กำลังโกรธแบบนี้ทั้งโลก คุณว่าลมหายใจที่ผลิตออกมาจากปลายจมูกของมนุษย์จะมากเพียงพอที่จะทำให้โลกนี้ร้อนได้หรือไม่ คิดง่าย ๆ ถ้าในบ้านของคุณมีคนโกรธสักคน คุณว่าบ้านคุณจะยังร่มเย็นน่าอยู่ อยู่หรือไม่ ความร้อนของลมหายใจ แม้คำพูดที่ร้อนแรง ออกมาสู่สภาพแวดล้อม ทำให้สภาพแวดล้อมขณะนั้น ในบ้านคุณจะเป็นอย่างไร คุณยังอยากจะยิ้มอย่างมีความสุขอยู่หรือไม่ นี่แหละ คือเรื่องเพียงเรื่องเดียวที่กำหนดชะตากรรมของโลกได้ด้วยตัวคุณเอง
มนุษย์คือผู้สร้างโลก กำหนดชะตากรรมของโลกให้เป็นไปตามสภาพใจของมนุษย์เอง ถ้ามนุษย์วิกฤต ย่อมทำโลกให้วิกฤตได้ อย่างไม่ต้องสงสัย

พิณสายกลาง